สาระน่ารู้เกี่ยวการดูแลสุขภาพเบื้องต้น

          1.โรคหวัด (Common cold)

          2.โรคท้องเสีย (Diarrhea)

          3.โรคภูมิแพ้หูคอจมูก (ENT and Allergy)

          4.โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)

          5.โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia)

          6.10 เรื่องควรรู้ สิทธิหลักประกันสุขภาพ

          7.โรคสมองขาดเลือดไปเลี้ยง

          8.ความดันโลหิตสูง

          9.โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด




โรคหวัด (Common cold)


     โรคหวัด ในที่นี้ หมายถึง โรคไข้หวัดธรรมดา (Common cold) ไม่ใช่ โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu) โดยโรคหวัด เป็นโรคพบบ่อยมาก ทั้งในผู้ใหญ่ และเด็ก โดยเฉพาะเด็กในปฐมวัย ซึ่งมักพบเป็นหวัดได้บ่อยถึงปีละ 6-8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กอนุบาล จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่มาก โรคหวัดเป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แต่พบบ่อยกว่า ในหน้าฝน และหน้าหนาว

โรคหวัดเกิดได้อย่างไร?
     โรคหวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีหลากหลายชนิด แต่กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่ม ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) และ โคโรนาไวรัส (Coronaviruses)

โรคหวัดรุนแรงไหม? มีโรคแทรกซ้อนได้ไหม?
     ความรุนแรงของโรคหวัด ขึ้นกับว่า เป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดใด แต่โดยทั่วไปมักไม่รุนแรง หายได้เองภายใน 1 สัปดาห์
     แต่ในผู้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ในเด็กเล็ก ในผู้ป่วยโรค ธาลัสซีเมีย และ โรคหอบหืด อาจมีโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดการอักเสบของไซนัส หรือ หูชั้นกลาง หรือ ปอดบวมได้
     ดังนั้น ถ้าอาการ น้ำมูกไม่ดีขึ้น ภายใน 1 สัปดาห์ หรือ น้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือ สีเขียว หรือ มีอาการปวดหู หรือ หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง ไข้กลับมาสูง ไอมาก เสมหะมาก ควรรีบพบแพทย์

โรคหวัดติดต่อได้ไหม? โรคหวัดติดต่ออย่างไร?
     โรคหวัด เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ จากเชื้อหวัดในอากาศ จากการไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย หรือ การสัมผัสเชื้อโรค จากสิ่งต่างๆที่จับต้องได้ เช่น การเล่นกับคนเป็นหวัด โทรศัพท์ ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ และ ของเล่น

โรคหวัดรักษาอย่างไร?
     แนวทางการรักษาโรคหวัด คือ ดูแลรักษา ประคับประคองตามอาการ ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะเนื่องจากเกิดจากเชื้อไวรัสไม่ใช่จากเชื้อแบคทีเรีย (ทั้งนี้เพราะยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้) เช่น การพักผ่อน และกินยาลดไข้)

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นหวัด? และควรพบแพทย์เมื่อใด?
การดูแลตนเองและการพบแพทย์เมื่อเป็นหวัด ได้แก่
• พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่น
• กิน ยาพาราเซตามอลลดไข้ ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินการแพ้ยาแอสไพริน) ) เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อนจากยาได้
• บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อยๆ (เมื่อทำเอง อย่าให้เค็มมาก) และทุกครั้งหลังกินอาหาร และ ดื่มเครื่องดื่ม
• กินยาลดน้ำมูก) และ/หรือ ยาบรรเทาอาการไอ) (ปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยากินเอง)
• ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
• งดบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
• รีบพบแพทย์เมื่อ
o มีไข้สูง และไข้ไม่ลงใน 1-3 วัน ทั้งนี้ขึ้นกับสุขภาพดั้งเดิม
o มีไข้ร่วมกับขึ้นผื่น
o ไอมาก
o มีเสมหะสีเหลือง หรือ เขียว
o เจ็บคอมาก และ/หรือ กินอาหารได้น้อย
o ปวดศีรษะ เจ็บตำแหน่งไซนัสมากขึ้น
o หายใจ เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก
o เสียงแหบไม่ดีขึ้นหลังหวัดหายแล้ว เพราะเป็นอาการของโรคสายเสียง อาจจาก โรคมะเร็งกล่องเสียง ได้ (เมื่อเป็นผู้ใหญ่ หรือ ผู้สูงอายุ)
o ปวดหู มีน้ำออกจากหู
o เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือ มีอาการต่างๆเพิ่มมากขึ้น หรือ อาการไม่หายภายใน 10-15 วัน
o มีความกังวลในอาการ

ป้องกันโรคหวัดได้อย่างไร?
     ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคหวัดธรรมดา มีแต่วัคซีนป้องกัน โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์พบบ่อย ดังนั้น การป้องกันโรคหวัดธรรมดา ที่สำคัญ คือ
• รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน /สุขบัญญัติแห่งชาติ เสมอทุกวัน เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
• กินอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ ทุกวัน โดยเพิ่ม ผัก และผลไม้ให้มากๆ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
• ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างน้อย 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
• ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ และทุกครั้งก่อนกินอาหาร และ หลังเข้าห้องน้ำ
• พักผ่อนให้เพียงพอ
• หลีกเลี่ยงการเล่น การสัมผัสกับเด็ก/คนที่เป็นหวัด
• ไม่ไปในที่แออัด เช่น ศูนย์การค้า ในช่วงที่มีการเป็นหวัดกันมาก
• รู้จักใช้หน้ากากอนามัย

โรคหวัดต่างจากโรคไข้หวัดใหญ่ไหม?
     โรคหวัด และโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นคนละโรค แต่มีวิธีติดต่อ อาการ วิธีวินิจฉัย และแนวทางการรักษาในระยะแรกเหมือนกัน ที่แตกต่าง คือ
• เกิดจากติดเชื้อไวรัสคนละชนิด
• อาการโรคหวัดรุนแรงน้อยกว่าจากไข้หวัดใหญ่มาก และอาการมักค่อยเป็นค่อยไป แต่ไข้หวัดใหญ่อาการรุนแรงทันทีภายใน 1 วัน
• โรคหวัด ไม่ค่อยเกิดโรคแทรกซ้อน แต่เมื่อเกิดมักเป็นโรคแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรง แต่ไข้หวัดใหญ่ มักเกิดโรคข้างเคียงแทรกซ้อนได้โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง/กลุ่มคนมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ (เด็ก ผู้สูงอายุ คนท้อง และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน)
• โรคหวัดไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส แต่ ในไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจรักษาด้วยยาต้านไวรัสตั้งแต่แรก
• ไม่มีวัคซีนป้องกันโรคหวัด แต่โรคไข้หวัดใหญ่มีวัคซีนป้องกัน (ปรึกษาแพทย์เรื่องการรับวัคซีนเมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยง)

บรรณานุกรม
1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s: Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
2. Cold and flu. http://familydoctor.org/online/famdocen/home/common/infections/cold-flu/073.printerview.html [2011, April 15].
3. Common cold. http://en.wikipedia.org/wiki/Common_cold [2011, April 15]

>กลับขึ้นไปข้างบน
โรคท้องเสีย (Diarrhea)



     องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามว่า ท้องเสีย (Diarrhea) หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลว หรือ เป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน โดยอาจถ่ายเป็นน้ำ หรือ เป็นมูกเลือด ซึ่งเรียกได้อีกชื่อว่า โรคบิด หรือ เป็นบิด และเมื่อท้องเสียหายได้ภายใน 2 สัปดาห์ เรียกว่า ท้องเสียเฉียบพลัน เมื่อท้องเสียนาน 2-4 สัปดาห์ เรียกว่าท้อง เสียต่อเนื่อง (Persistent diarrhea) และเมื่อท้องเสียนานมากกว่า 4 สัปดาห์ขึ้นไป เรียกว่า ท้องเสียเรื้อรัง

ท้องเสียมีสาเหตุจากอะไร?
     ท้องเสีย โดยทั่วไป มักเกิดจาก การกินอาหาร และดื่มน้ำ ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือ จากรักษามือไม่สะอาด อุจจาระที่ปนเปื้อนจากมือจึงก่อให้เกิดการติดเชื้อได้จาก มือสู่ปากโดยตรง หรือ ในการปรุงอาหาร ในการสัมผัสอาหาร/น้ำดื่มในขั้น ตอนต่างๆ และรวมทั้งในขั้นตอนของการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่งโดยทั่วไป ท้องเสียจากการติดเชื้อมักเป็นท้องเสียเฉียบพลัน
     เชื้อพบบ่อยที่เป็นสาเหตุให้ท้องเสีย คือ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และอาจพบเชื้อบิด และจากพยาธิได้
     เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุให้ท้องเสียมีได้หลายชนิด เช่น อีโคไล (E. coli) ซึ่งเป็นเชื้อพบบ่อยที่สุด นอกนั้น เช่น เชื้อไทฟอยด์ (Salmonella) เชื้อบิดชนิด ชิเกลลา (Shigella) และเชื้ออหิวา/อหิวาตกโรค (Cholera จากเชื้อ Vibrio cholerae)เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุให้ท้องเสีย ที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก คือ โรตาไวรัส/โรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา(Rotavirus) และจากไวรัสอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบ เอ
     นอกจากนั้น เช่น ติดเชื้อบิด (บิดมีตัว) จากติดเชื้อสัตว์เซลล์เดียว (โปรตัว ซัว/Protozoa) ที่มีชื่อว่า อะมีบา (Amoeba) หรือติดเชื้อพยาธิเข็มหมุด(Pinworm) ซึ่งบางคนเรียกว่า พยาธิเส้นด้าย (Threadworm)
          นอกจากการติดเชื้อแล้ว ท้องเสียยังเกิดจากสาเหตุอื่นๆได้อีกด้วย เพียงแต่พบน้อยกว่าจากการติดเชื้อมาก เช่น
     ท้องเสียจากโรคกลุ่มอาการดูดซึมอาหารได้น้อย (Malabsorption syndrome/มาลแอบซอพชัน ซินโดรม) ซึ่งมักเป็นท้องเสียแบบต่อเนื่อง หรือ แบบเรื้อรัง ซึ่งมีสาเหตุได้หลายสาเหตุ เช่น      จากความผิดปกติของลำไส้แต่กำเนิด จากเป็นโรคพยาธิ จากการแพ้นมวัวในเด็ก หรือในโรคมีภูมิคุ้มกันต้านทานบก พร่อง เช่น โรคเอดส์ จากโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังต่างๆ หรือ      โรคขาดน้ำย่อยอาหารจากตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง
     ท้องเสียจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด ซึ่งมักเป็นท้องเสียแบบเฉียบ พลัน หรือ แบบต่อเนื่อง เมื่อหยุดยา อาการท้องเสียจะหายไป เช่น จากยาบางชนิดในกลุ่มยาแก้ปวดเอ็นเสดส์ ยาปฏิชีวนะ ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคเกาต์ และยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง
     ท้องเสีย จากผลข้างเคียงจากฉายรังสีรักษาโรคมะเร็งในบริเวณช่องท้อง และช่องท้องน้อย ซึ่งมักเป็นท้องเสีย แบบต่อเนื่อง แต่อาการท้องเสียจะหายไปภายหลังหยุดฉายรังสีประมาณ 4-8 สัปดาห์

ท้องเสียมีอาการอย่างไร?
     อาการสำคัญจากท้องเสีย คือ การถ่ายอุจจาระตั้งแต่วันละ 3 ครั้งขึ้นไป ส่วนอาการอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ปวดมวนท้อง ปวดเบ่ง อ่อนเพลีย นอกจากนั้น ขึ้นกับสาเหตุ เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยตัว เมื่อเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อไวรัสหรือ ถ่ายเป็นมูกเลือด เมื่อเกิดจากติดเชื้อบิด
     ทั้งนี้ อาการสำคัญที่สุด และอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้รวดเร็ว คือ อาการจากร่างกายขาดน้ำ และสูญเสียเกลือแร่ที่ออกร่วมมาในอุจจาระ
     อาการสำคัญของการขาดน้ำในผู้ใหญ่ ที่สำคัญ คือ
• กระหายน้ำมาก
• ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะมีสีเหลืองเข็มจัด
• ปากแห้ง ลิ้นแห้ง ผิวแห้ง เมื่อเป็นมากตาจะลึกโหล เพราะเนื้อเยื่อรอบๆตาขาดน้ำไปด้วย
• เมื่อขาดน้ำมากรุนแรงจะ วิงเวียน มึนงง กระสับกระส่าย และ ช็อกในที่สุด
     อนึ่ง อาการขาดน้ำในเด็กส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับในผู้ใหญ่ ยกเว้นในเด็กอ่อน ซึ่งมักไม่มีปัสสาวะเลย กระหม่อมจะบุ๋มลึก และไม่มีน้ำตาเมื่อร้องโยเย หรือร้องไห้

แพทย์วินิจฉัยสาเหตุท้องเสียได้จากอะไร?
     แพทย์วินิจฉัยสาเหตุท้องเสียได้จาก การสอบถามประวัติอาการ ประวัติต่างๆ เช่น การกินอาหาร โรคประจำตัวต่างๆ การกินยา และการไปท่องเที่ยว จำนวนครั้งของการอุจจาระ ลักษณะอุจจาระรวมทั้งกลิ่น และสี การตรวจร่างกาย และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ เช่น การเพาะเชื้อ หรือ การตรวจเลือดดูการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

รักษาท้องเสียได้อย่างไร?
     แนวทางการรักษาท้องเสีย คือ การรักษา และป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยดื่มไม่ได้ หรือ ท้องเสียรุนแรง อาจเป็นการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ แต่ถ้ายังกิน/ดื่มได้ การรักษา คือ การดื่มน้ำ หรือ ดื่มน้ำเกลือแร่ ซึ่งเป็นยาผงละ ลายน้ำ ที่ทั่วไปเรียกว่า ยาโออาร์เอส (ORS,Oral rehydration salts) นอกจาก นั้น คือ การรักษาตามสาเหตุ เช่น อาจให้ยาปฏิชีวนะเมื่อเกิดจากการติดเชื้อแบค ทีเรีย และการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ยาบรรเทาปวดท้อง หรือ ยาลดไข้ โดยทั่วไป แพทย์มักไม่แนะนำการกินยาหยุดท้องเสีย เพราะ การถ่ายอุจจาระ เป็นวิธีหนึ่งที่ร่างกายใช้กำจัดเชื้อโรค และ/หรือ สารพิษจากเชื้อโรคออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์

มีผลข้างเคียงจากท้องเสียไหม?
     ผลข้างเคียงสำคัญ ของอาการท้องเสีย คือ ภาวะร่างกายขาดน้ำ (ภาวะขาดน้ำ) และถ้าเป็นท้องเสียแบบต่อเนื่อง หรือ เรื้อรังคือ ภาวะร่างกายขาดสารอาหาร และภูมิคุ้ม กันต้านทานโรคจะต่ำลง ติดเชื้อต่างๆได้ง่าย

ท้องเสียรุนแรงไหม?
     ความรุนแรงของท้องเสีย ขึ้นกับ สาเหตุ ปริมาณเชื้อโรคที่ร่างกายได้รับ ภาวะร่างกายขาดน้ำ และสุขภาพ หรือ ภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของผู้ป่วย แต่โดยทั่วไป มักรักษาควบคุมโรคได้ ยกเว้นในผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ และ /หรือ พบแพทย์ล่าช้า

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?
     การดูแลตนเอง/การพบแพทย์เมื่อท้องเสีย คือ
• พักผ่อน หยุดงาน หรือ หยุดเรียน
• ดื่มน้ำมากๆ ดื่มน้ำผงเกลือแร่ เมื่อถ่ายเป็นน้ำ หรือ รู้สึกปากแห้ง
• กินอาหารอ่อน อาหารเหลว หรือ อาหารรสจืด (อ่านเพิ่มเติมใน ประเภทอาหารทางการแพทย์)
• ยังไม่ควรกินยาหยุดท้องเสียด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว อาจกินยาลดไข้ บรรเทาอาการปวดท้อง
• รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
• ควรรีบพบแพทย์เมื่อ
o มีอาการร่างกายขาดน้ำ ดังกล่าว
o อาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน (ในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือ คนมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ควรพบแพทย์เมื่ออาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 1 วัน)
o ปวดท้องมาก และ/หรือ คลื่นไส้ อาเจียน และ/หรือ ตัว/ตาเหลือง
o มีไข้สูง
o อุจจาระเป็นมูก หรือมูกเลือด หรือ มีสีดำและเหนียวเหมือนยางมะตอย(อาการของการมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร)

ป้องกันท้องเสียได้อย่างไร?
     วิธีป้องกันโรคท้องเสีย คือ การป้องกันสาเหตุ ซึ่งที่สำคัญ คือ การป้องกันการติดเชื้อทาง อาหาร น้ำดื่ม และทางมือ ซึ่งที่สำคัญ คือ
• รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ) รวมทั้งในการเดินทางท่องเที่ยว
• กินอาหารสุกและปรุงใหม่เสมอ ดื่มน้ำสะอาด ระวังการกินน้ำแข็ง และดื่มนมสดเฉพาะที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น
• ล้างมือให้สะอาดเสมอ โดยเฉพาะก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
• ปรึกษาแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เป็นสาเหตุที่มีวัคซีน เช่น วัคซีนโรคตับอักเสบ

บรรณานุกรม
1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine. New York: McGraw-Hill.
2. Diarrhea. http://en.wikipedia.org/wiki/Diarrhea [2013,July13].
3. Diarrheal disease. http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs330/en/index.html [2013, July 13].
4. Yates, J. (2005). Travel’s diarrhea. Am Fam Physician. 71, 2095-2100.

>กลับขึ้นไปข้างบน
โรคภูมิแพ้หูคอจมูก (ENT and Allergy)



โรคภูมิแพ้หูคอจมูกเกิดจากอะไร? เกิดได้อย่างไร?
     โรคภูมิแพ้ (Allergy) ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ "โรคภูมิแพ้หูคอจมูก” (ENT and Allergy,ENT ย่อมาจาก Ear Nose Throat ) เท่านั้น โดยโรคภูมิแพ้ต่างๆจัดเป็นโรคเรื้อรังเช่น เดียวกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงเป็นต้น
     ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้หูคอจมูก ร่างกายจะมีการตอบสนองที่รุนแรงผิดปกติที่เรียกว่า ภาวะไวเกิน (Hypersensitive) ต่อสารหลากหลายชนิดที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารเหล่านี้ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดย
• ปนมากับอากาศที่เราหายใจ (เช่น ฝุ่น มูลของตัวไร แบคทีเรีย เชื้อรา เกสรดอกไม้ และอื่นๆ)
• ปนมากับอาหารที่รับประทาน
• และ/หรือ อาจมาสัมผัสกับตัวเราโดยตรง
     เมื่อสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ร่างกายสร้างสารหลายชนิด เช่น สารฮีส ตามีน (Histamine) สาร Leukotrienes และอื่นๆ ซึ่งสารเหล่านี้จะกระตุ้นให้ผู้ป่วยแสดงอาการแพ้ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเนื้อเยื่อ/อวัยวะในหลายๆระบบพร้อมๆกัน หรือระบบใดระบบหนึ่งก็ได้ ขึ้นกับการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน เช่น ระบบหูคอจมูก ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และ/หรือ ผิวหนัง เป็นต้น

โรคภูมิแพ้หูคอจมูกมีอาการอย่างไร?
     ถ้าเกิดโรคภูมิแพ้หูคอจมูกในส่วนระบบทางเดินหายใจตอนบน จะส่งผลให้อาจเกิดอาการดังนี้
• อาการคล้ายโรคหวัดเรื้อรัง คัดจมูก มีน้ำมูก มีเสมหะไหลลงลำคอ
• อาจมีเสียงแหบ
• รู้สึกจุกในช่องคอ คันคอ เจ็บคอเป็นประจำ/เรื้อรัง
• มีเลือดกำเดาบ่อย
• คันหู หูอื้อ
• เวียนศีรษะ
     ถ้าเกิดโรคภูมิแพ้หูคอจมูกในส่วนหลอดลม อาจจะทำให้มีอาการ ดังนี้
• หายใจไม่เต็มอิ่ม (หอบ เหนื่อย หรือ หายใจลำบาก)
• ไอเรื้อรัง
• หอบหืด (โรคหืด)
     ถ้าเกิดโรคภูมิแพ้กับผิวหนังร่วมด้วย ผิวหนังอาจจะมีอาการดังนี้
• เกิดลมพิษ (ผิวหนังขึ้นผื่น คัน)
• ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง
     ถ้าโรคเกิดกับทางเดินอาหารร่วมด้วย อาจจะมีอาการจากทางเดินอาหารได้ ดังนี้
• คันช่องปาก คันเพดานปาก
• ลิ้นเป็นฝ้าขาว
• ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย
     ถ้าโรคเกิดกับตาร่วมด้วย อาการที่อาจพบร่วมด้วย คือ
• คันตา
• ตาแดง
• น้ำตาไหล
     อนึ่ง ผู้ป่วยอาจมีอาการ ปวดศีรษะบริเวณคิ้ว รอบกระบอกตา กกหู และบริเวณท้ายทอย (Sinus headache) ร่วมด้วยได้

โรคภูมิแพ้หูคอจมูกมีธรรมชาติของโรคเป็นอย่างไร?
     ธรรมชาติของโรคภูมิแพ้หูคอจมูก คือ ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและ/หรือแม่ไปสู่ลูกได้ (Multiple gene defect) และปัจจุบันเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายขาด การรักษาของแพทย์หวังผลเพียง
• เพื่อให้ผู้ป่วยไม่มีอาการ
• เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงต่างๆตามมา เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียของระบบทางเดินหายใจเป็นต้น
     ถ้าผู้ป่วยเกิดมีอาการเรื้อรัง ดังกล่าวในหัวข้ออาการ อยู่นานๆไม่รักษา อาจเกิด หูอื้อ จนการได้ยินสูญเสียไปอย่างถาวร (Serous-Adhesive otitis media) หรือเกิดมีเนื้องอกในจมูก (Nasal polyp) หรือเกิดไซนัสอักเสบได้ (ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆได้เช่นกัน เช่น ผนังกั้นโพรงจมูกคด เนื้องอกในจมูก และ/หรือในไซนัส มีสิ่งแปลกปลอมในจมูก เช่น เมล็ดผล ไม้ มีรากฟันบนอักเสบ และอื่นๆ) และ/หรือ ผู้ป่วยอาจมีอาการหอบหืด/โรคหืดอย่างรุนแรงจนเกิดอันตรายได้

ควบคุมและป้องกันโรคภูมิแพ้หูคอจมูกได้อย่างไร?
ควบคุมและป้องกันโรคภูมิแพ้หูคอจมูกได้โดย
1. หลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ/สารต่างๆที่ผู้ป่วยแพ้ โดยผู้ป่วยควรต้องสังเกตทุกๆอย่างกับอาการที่เกิดขึ้นเสมอ เช่น อาหารและเครื่องดื่มที่บริโภค เครื่องใช้ต่างๆ เช่น สบู่ น้ำหอม ผงซัก ฟอก
2. ขจัดหรือหลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ ควันบุหรี่ ควันรถ ยาฆ่าแมลง
3. ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้สะอาด เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องผลิตโอโซน เครื่องนอนต่าง ๆ เช่น ควรใช้ที่นอนหมอนยางพารา ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนควรใช้ชนิดที่ป้องกันไรฝุ่นได้ เป็นต้น
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพ
5. พักผ่อนให้เพียงพอ
6. ควรทดสอบสารภูมิแพ้ เพื่อการฉีดวัคซีน (Hyposensitization) เพื่อกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อสารที่ผู้ป่วยแพ้ ทั้งนี้โดยทั่วไป แพทย์โรคภูมิแพ้มักให้คำแนะนำในเรื่องนี้อยู่แล้ว

รักษาโรคภูมิแพ้หูคอจมูกอย่างไร?
รักษาโรคภูมิแพ้หูคอจมูก โดย
• กินยา ฉีดยา หรือพ่นยาแก้แพ้ เป็นประจำ
• รักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โรคไซ นัสอักเสบ โรคต่อมทอนซิลอักเสบ
• ใช้น้ำเกลือล้างโพรงจมูกให้สะอาด (ผู้ป่วยควรต้องสอบถามวิธีการล้างจากแพทย์ พยาบาลจนเข้าใจ จนสามารถล้างด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง)
• ผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติที่เป็นปัจจัยให้เกิดอาการแพ้มากขึ้น เช่น ตัดเนื้องอกในจมูก (Nasal polyp) หรือ ขูดต่อมอะดีนอยด์ที่อยู่ด้านหลังโพรงจมูกออกเพื่อลดการอุดกั้นของโพรงจมูก
• ขยายโพรงจมูกให้กว้างขึ้น
o เพื่อแก้ไขภาวะอุดตันของไซนัส (Osteomeatal complex) และของโพรงจมูก
o เพื่อให้หายใจ สูด และสั่งน้ำมูกได้สะดวก
o เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ไซนัสและโพรงจมูก-กรองอากาศที่หายใจเข้าไปให้สะอาด
o ปรับอุณหภูมิและความชื้นของอากาศที่หายใจเข้าไปให้เหมาะสม ก่อนหายใจผ่านช่องคอและกล่องเสียงสู่ปอด

สรุป
     การควบคุมโรคภูมิแพ้ซึ่งรวมทั้งโรคภูมิแพ้หูคอจมูกนั้น แพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้พิจารณาจากอาการผู้ป่วย การตรวจร่างกาย และสิ่งผิดปกติที่แพทย์ตรวจพบว่า สมควรใช้วิธีใด อาจเพียงวิธีเดียว หรือหลายวิธีร่วมกัน เพื่อป้องกันและรักษาไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้ หรือ เกิดโรค/ภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงต่างๆ ทั้งนี้ ความสำเร็จในการควบคุมและรักษาโรคที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นกับว่า ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาลได้สม่ำเสมอหรือไม่

>กลับขึ้นไปข้างบน
โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)



     (Diabetes mellitus หรือ Diabetes หรือ เรียกย่อว่า โรคดีเอ็ม, DM) เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ต้องได้รับการดูแลรักษาตลอดชีวิต ทั้งนี้เกิดจากการที่ในเลือดมีน้ำตาลสูงกว่าปกติ
     เบาหวานเป็นโรคที่พบได้สูงในคนทุกอายุ และทั้งสองเพศ แต่จะพบได้สูง ขึ้นเมื่อสูงอายุ โดยทั่วโลกในปี คศ. 2000 พบผู้ป่วยเบาหวานสูงถึงอย่างน้อย 171 ล้านคน หรือ คิดเป็นประมาณ 2.8% ของประชากรโลก และคาดว่าผู้ป่วยจะเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี
     โดยทั่วไป แบ่งเบาหวานได้เป็น 3 ชนิดหลัก คือ เบาหวานชนิด 1 (Diabetes mellitus type 1) เบาหวานชนิด 2 (Diabetes mellitus type 2) และเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus)
• เบาหวานชนิด 1เบาหวานในเด็กและวัยรุ่น (Juvenile diabetes mellitus) เบาหวานชนิดนี้ พบได้น้อยประมาณ 5% ของเบาหวานทั้ง หมด เกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยผิดปกติ หรือสร้างไม่ได้เลย ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาอินซูลินตลอดชีวิต ดังนั้น จึง เรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า โรคเบาหวานชนิดต้องพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes mellitus) และเพราะเบาหวานชนิดนี้มักพบในเด็กและวัยรุ่น จึงเรียกได้อีกชื่อว่า โรคเบาหวาน หรือ
• เบาหวานชนิด 2 เป็นเบาหวานที่มักพบในผู้ใหญ่ อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในคนอ้วน ดังนั้น จึงเรียกอีกชื่อว่าเบาหวานในผู้ใหญ่ (Adult onset diabetes mellitus) และเป็นเบาหวานที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งอินซูลิน (Non- insulin-dependent diabetes mellitus) ซึ่งเบาหวานชนิดนี้พบได้สูงที่สุดประมาณ 90-95% ของโรคเบาหวานทั้งหมด ดังนั้น โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึงโรค เบาหวาน จึงมักหมายถึงโรคเบาหวานชนิดนี้
• เบาหวานในหญิงตั้งครรภ์
     อนึ่ง บทความนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะ เบาหวานชนิด 2 เท่านั้น เนื่องจากเป็นโรคเบาหวานที่พบได้สูงที่สุด และต่อไปในบทความนี้ จะเรียกโรคเบาหวานชนิด 2 นี้ว่า โรคเบาหวาน หรือ เบาหวาน พบได้ประมาณ 2-5% ของเบาหวานทั้งหมด กล่าวคือ เป็นโรคเบาหวาน ที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์เท่านั้น โดยมารดาไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อนตั้งครรภ์

เบาหวานเกิดได้อย่างไร?
การเกิดโรคเบาหวาน มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน คือ ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)
     อินซูลินจะเป็นตัวนำน้ำตาล ซึ่งเป็นน้ำตาลกลูโคส (Glucose) จากเลือดเข้าสู่เซลล์ของอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย เช่น สมอง ตับไต และหัวใจ ทั้งนี้เพื่อให้เซลล์ต่างๆนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานในการทำงานต่างๆของเซลล์ทุกชนิดทั่วร่างกาย หรือที่เราเรียกว่า การสันดาป หรือ เมตาโบลิซึม (Metabolism) แต่เมื่อเกิดความผิดปกติต่างๆ เช่น ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือ เกิดความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้เซลล์ไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ถึงแม้ ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ตามปกติ ที่เรียกว่า เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance) หรือเกิดทั้งสองเหตุการณ์พร้อมกัน จึงส่งผลให้มีน้ำตาลเหลือคั่งในเลือดสูงมากขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆขึ้น ซึ่งก็คือ โรค เบาหวานนั่นเอง
     ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติเหล่านี้ขึ้นนั้นยังไม่ทราบชัดเจน แต่จากการศึกษาพบว่า เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งเกิดจากทั้งพันธุกรรม และวิถี ทางในการดำเนินชีวิต (Life style) ร่วมกัน

ใครบ้างมีปัจจัยเสี่ยงเป็นเบาหวาน?
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ได้แก่
• โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งส่งผลให้เซลล์ต่างๆดื้อต่ออินซูลิน
• ขาดการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยควบคุมน้ำหนัก และช่วยให้เซลล์ต่างๆไวต่อการนำน้ำตาลไปใช้ หรือ ช่วยการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้ดีนั่นเอง
• พันธุกรรม เพราะพบว่า คนที่มีครอบครัวสายตรงเป็นเบาหวาน มีโอกาสเป็นเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไป
• เชื้อชาติ เพราะพบว่า คนบางเชื้อชาติเป็นเบาหวานสูงกว่า เช่น ในคนเอเชีย และในคนผิวดำ
• อายุ ยิ่งอายุสูงขึ้น โอกาสเป็นเบาหวานยิ่งสูงขึ้น อาจจากการเสื่อมถอยของเซลล์ตับอ่อน หรือ ขาดการออกกำลังกายจากสุขภาพที่เสื่อมถอย
• มีไขมันในเลือดสูง
• มีความดันโลหิตสูง

เบาหวานมีอาการอย่างไร?
อาการหลักสำคัญของเบาหวาน คือ หิวบ่อย กระหายน้ำ และปัสสาวะปริมาณมากและบ่อย นอกจากนั้น เช่น
• เหนื่อย อ่อนเพลีย
• ผิวแห้ง คัน
• อาการชาเท้า หรือ รู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายเท้า หรือ ที่เท้า
• ผอมลงโดยหาสาเหตุไม่ได้
• เมื่อเกิดแผลในบริเวณต่างๆแผลมักหายช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า
• บางครั้งสายตาพร่ามัวโดยหาสาเหตุไม่ได้

แพทย์วินิจฉัยเบาหวานได้อย่างไร?
     แพทย์วินิจฉัยโรคเบาหวานได้จาก ประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยต่างๆ ประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว การตรวจร่างกาย และที่สำคัญ คือ การตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณน้ำตาลในเลือด
     ค่าปกติของน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหารอย่างน้อยประมาณ 8 ชั่วโมง (Fasting Blood Sugar หรือ เรียกย่อว่า FBS) คือ น้อยกว่า 110 มิลลิกรัม/เดซิ ลิตร (มก./ดล.) หรือถ้าตรวจเลือดที่ 2 ชั่วโมงหลังแพทย์ให้กินน้ำตาลประมาณ 75 กรัม (Glucose tolerance Test หรือเรียกย่อว่า จีทีที/ GTT) ค่าน้ำตาลในเลือด น้อยกว่า 140 มก./ดล
     เบาหวาน คือ ค่าน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร สูงตั้งแต่ 126 มก./ดล. ขึ้นไป และ/หรือ ค่าจีทีที สูงตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป อาจมีการตรวจอื่นๆประกอบด้วย เช่น การตรวจปัสสาวะดูน้ำตาลในปัสสาวะซึ่งจะไม่พบในคนปกติ และการตรวจเลือดดูค่า สารที่เรียกว่า Glycated hemo globin หรือ ฮีโมโกลบินเอวันซี (Hb A1C) นอกจากนั้น คือ การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไต เพราะเบาหวานมักส่งผลต่อการเกิด โรคไตเรื้อรัง และการตรวจสุขภาพดวงตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อเฝ้าระวัง ผลข้างเคียงของเบาหวานต่อจอตา หรือ ที่เรียกว่า เบาหวานขึ้นตา

รักษาเบาหวานได้อย่างไร?
แนวทางการรักษาโรคเบาหวาน ต้องควบคู่กันไประหว่างการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้ยา และการรักษา ควบคุมโรคร่วมต่างๆ หรือ โรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
• การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต คือ การลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก ลดอาหารแป้ง น้ำตาล และไขมัน เพิ่มอาหารผัก และผลไม้ และออกกำลังกายสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพ
• ส่วนการใช้ยา จะอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งมีทั้งยากิน และยาฉีดอินซูลิน รวมทั้งยาต่างๆที่ใช้รักษาโรคร่วมต่างๆ เช่น การรักษาควบคุม โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

เบาหวานรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?
     เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่จัดว่า รุนแรง เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ซึ่งความรุน แรงของโรคขึ้นกับผลของการควบคุมโรคได้ คือ การควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือ ใกล้เคียงเกณฑ์ปกติที่สุด ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องดูแล รักษา ควบคุมโรคตลอดชีวิต ซึ่งการจะควบคุมโรคได้ดี ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำอย่างถูกต้อง เคร่งครัด และไม่ขาดยา
     ผลข้างเคียงที่สำคัญของโรคเบาหวาน คือ เป็นสาเหตุการอักเสบของเนื้อ เยื่อต่างๆทุกชนิดในร่างกาย โดยเป็นการอักเสบที่ไม่ติดเชื้อ ซึ่งที่สำคัญ คือ การอักเสบของหลอดเลือด จึงส่งผลให้หลอดเลือดต่างๆตีบแคบลง ส่งผลถึงการขาดเลือดของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ จึงเกิดโรคต่างๆเป็นผลข้างเคียงตามมาได้ เช่น โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะเบาหวานขึ้นตา เมื่อเกิดแผล แผลต่างๆจะหายช้า โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า ซึ่งถ้าดูแลไม่ดี (การดูแลเท้าในโรคเบาหวาน) อาจถึงขั้นต้องตัดขา
     โรคเบาหวานยังส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่างๆลดลง ต่ำกว่าคนปกติทั่วไป จึงมีโอกาสติดเชื้อต่างๆได้ง่าย และมักรุนแรง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อมีการติดเชื้อ และมี ไข้สูง ผู้ป่วยทุกคนจึงควรรีบพบแพทย์ ภายใน 1-2 วัน ไม่ควรละเลยดูแลตนเองนานกว่านี้ นอกจากนั้น คือ ผลข้างเคียงจากยาเบาหวาน ที่สำคัญ คือ การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ(Hypoglycemia) ซึ่งผู้ป่วยทุกคนต้องรู้จักดูแลตนเองเพื่อป้องกัน และเพื่อดูแลตนเองได้ถูกต้องเมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้น

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน? ควรพบแพทย์เมื่อไร?
การดูแลตนเอง และการพบแพทย์เมื่อเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่
• ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ
• กินยาให้ถูกต้องครบถ้วน ไม่ขาดยา
• ควบคุมน้ำหนักให้ได้ ไม่ให้เกิด โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
• ควบคุมโรคร่วมต่างๆให้ได้
• กินอาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ จำกัด อาหาร แป้ง น้ำตาล ไขมัน เพิ่ม ผัก และผลไม้ กินอาหารในปริมาณใกล้เคียงกันทุกๆมื้อ เพื่อแพทย์จะได้แนะนำขนาดการใช้ยาได้ถูกต้อง ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่างๆจากการใช้ยา โดยเฉพาะภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
• รู้จักผลข้างเคียงจากยาเบาหวาน และการดูแลตนเอง ที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
• รักษา สุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เสมอ เพราะผู้ป่วยจะติดเชื้อต่างๆได้ง่าย จากเบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้มีภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรคลดลง
• รักษาสุขภาพเท้าเสมอ (การดูแลเท้าในโรคเบาหวาน)
• เลิกสูบบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงของโรคเบาหวาน จากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตัน
• เลิกสุรา ไม่ดื่มสุรา หรือ จำกัดสุราให้เหลือน้อยที่สุด เพราะสุรา อาจมีผลต่อยาที่ควบคุมโรคเบาหวาน และโรคต่างๆ ทำให้ควบคุมโรคต่างๆได้ยาก สุราทำให้ควบคุมอาหารลำบาก และเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
• ไม่ซื้อยากินเอง และไม่ใช้สมุนไพรเมื่อกินยาเบาหวาน เพราะอาจ ต้าน หรือ เพิ่มฤทธิ์ของยาเบาหวาน จนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากยาเบาหวานที่รุนแรงได้ เช่น ผลต่อไต หรือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
• ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆตามแพทย์แนะนำ เช่น วัคซีน โรคไข้หวัดใหญ่
• พบจักษุแพทย์สม่ำเสมอตามแพทย์เบาหวาน และจักษุแพทย์แนะนำ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาภาวะเบาหวานขึ้นตาแต่เนิ่นๆ ป้องกันตาบอดจากเบาหวาน
• พบแพทย์ตามนัดเสมอ
• รีบพบแพทย์ก่อนนัด เมื่อ
o มีอาการต่างๆผิดปกติไปจากเดิม
o อาการต่างๆเลวลงกว่าเดิม
o มีไข้สูง และไข้ไม่ลงภายใน 2 วันหลังดูแลตนเอง หรือคลื่น ไส้ อาเจียน หรือ ท้องเสียมาก เพราะอาจก่อให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้
o กินอาหารได้น้อยกว่าปกติ
o ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
o เมื่อมีแผลในบริเวณเท้า และแผลไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ควรรีบพบแพทย์ก่อนหน้านี้ เมื่อแผลเลวลง
o เมื่อกังวลในอาการต่างๆ

ป้องกันเบาหวานได้อย่างไร?
     การป้องกันเบาหวาน คือ การดูแลตนเอง เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้วในหัว ข้อ การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนั้น คือ การตรวจคัดกรองโรค เบาหวานให้พบโรค และได้รับการควบคุม ดูแล รักษาแต่เนิ่นๆ ลดโอกาสเกิดผล ข้างเคียงต่างๆ โดยทั่วไป แพทย์แนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อดูน้ำตาลในเลือด เริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแล้ว หรือ ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลด้วย เมื่อพบว่ามีไขมันในเลือดสูง และ/หรือ มีความดันโลหิตสูง เพราะทั้ง 3 โรคนี้มักเกิดร่วมกันเสมอ เพราะอยู่ในกลุ่มโรคเดียวกัน คือกลุ่มโรคที่เกิดจากมีความผิดปกติในกระบวนการสันดาป หรือ เมตาโบลิซึมของร่างกาย (Metabolic syndrome) แต่ในคนปกติ การตรวจเลือดเพื่อดูค่าน้ำตาล ควรเริ่มที่อายุประมาณ 40 ปี

บรรณานุกรม
1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
2. Diabetes mellitus. http://en.wikipedia.org/wiki/Diabetes_mellitus [2011, Sept 28].
3. Diabetes mellitus type 2. http://en.wikipedia.org/wiki/Diabetes_mellitus_type_2 [2011, Sept 28].
4. Patel, P., and Macerollo, A. (2010). Diabetes mellitus: diagnosis and screening. Am Fam Physician. 81, 863-870.

>กลับขึ้นไปข้างบน
โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia)



     (Dyslipidemia) คือ โรคที่มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าค่าที่ถูกกำหนดขึ้น ซึ่งค่าปกตินี้ได้มาโดยการเก็บข้อมูลทางสถิติของระดับไขมันในเลือดของคนทั่วไป โดยพบว่าเมื่อมีค่าเกินระดับหนึ่งแล้ว บุคคลนั้นๆก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และตามมาคือ โรคหัวใจขาดเลือด การที่บุคคลใด ควรจะมีระดับไขมันเท่าใด และจะเลือกการรักษาแบบไหน ขึ้นอยู่กับว่ามีความเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วยอีกกี่ความเสี่ยง ดังนั้นการกำหนดระดับไขมันในแต่ละคน จึงอาจไม่เท่ากัน
     โดยรวม โรคนี้พบในคนเชื้อชาติตะวันตกมากกว่าคนเชื้อชาติเอเชีย และพบในคนที่อาศัยในเขตเมืองมากกว่าในเขตชนบท สำหรับในประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติไม่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่มีโรคไขมันในเลือดสูง แต่อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่โรคนี้จะพบมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตและการบริโภคเป็นสำคัญ

ไขมันมีกระบวนการเมตาบอลิซึมอย่างไร?
     กระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism, กระบวนการทางเคมีเพื่อนำสารต่างๆไปใช้เพื่อให้เกิดพลังงานใช้ในการเจริญเติบโตของเซลล์) ของไขมันเริ่มจากเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไขมัน ซึ่งมีทั้งไขมันคอเลสเทอรอล (Cholesterol) และไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ก็จะถูกลำไส้เล็กดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และจะไปจับตัวกับโปรตีนที่ชื่อ Apolipoprotein (ชื่อย่อคือ Apo ซึ่งมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างกันไป) ร่วมกับองค์ประกอบอื่นๆอีก กลายเป็นกลุ่มไขมันที่ชื่อว่า Chylomicron ซึ่งเป็นกลุ่มไขมันที่มีอนุภาคขนาดใหญ่ มีไตรกลีเซอไรด์อยู่มาก (คือมีไตรกลีเซอไรด์ 80-95% มีคอเลสเทอรอล 2-7%) Chylomi cron นี้จะเดินทางไปทั่วร่างกาย และปลดปล่อยไตรกลีเซอไรด์ไปให้เซลล์ไขมันและเซลล์กล้ามเนื้อใช้ทำงานโดยอาศัยเอนไซม์ (Enzyme, สารเคมีที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ) ที่ชื่อว่า Lipoprotein lipase (ผู้ที่มีเอนไซม์ชนิดนี้ทำงานผิด ปกติ จึงมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง) หลังจากนั้น กลุ่มไขมัน Chylomicron ก็จะมีขนาดที่เล็กลง และเดินทางเข้าสู่ตับต่อไป
     ตับจะผลิตกลุ่มไขมันที่ชื่อ VLDL เข้าสู่กระแสเลือด (มีไตรกลีเซอไรด์ประมาณ 55-80%) และเดินทางไปทั่วร่างกาย ปลดปล่อยไตรกลีเซอไรด์ไปให้เซลล์ไขมันและเซลล์กล้ามเนื้อใช้งาน และกลายเป็นกลุ่มไขมันที่มีขนาดเล็กลง ชื่อ แอลดีแอล(LDL, Low-density lipoprotein) ซึ่งจะมีคอเลสเทอรอลเป็นองค์ ประกอบหลัก LDL นี้โดยส่วนใหญ่ก็จะกลับเข้าสู่ตับโดยอาศัยตัวรับ (Receptor) กลับสู่ตับที่ชื่อ LDL receptor (ผู้ที่มีความผิดปกติของ LDL receptor จึงวัดระดับกลุ่มไขมัน LDL หรือคอเลสเทอรอลในเลือดได้สูงนั่นเอง) LDL ที่เหลือจะถูกอวัยวะอื่นๆนำไปใช้งาน เช่น รังไข่นำไปใช้ผลิตฮอร์โมน

อะไรเป็นสาเหตุของโรคไขมันในเลือดสูง?
          โรคไขมันในเลือดสูงมีสาเหตุได้จาก
     1. สาเหตุจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของไขมันที่ผิดปกติเอง แบ่งออกตามชนิดของไขมันในเลือด ดังนี้
     2. สาเหตุที่ทำให้มีระดับคอเลสเทอรอลสูงกว่าปกติ แต่ระดับไตรกลีเซอไรด์ปกติ
1. เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวรับไขมันชนิด LDL (LDL receptor) ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า Familial cholesterolemia (FM) โดยหากความผิดปกติของพันธุกรรมเกิดบนโครโมโซม (Chromosome) ทั้ง 2 แท่ง (ที่คู่กัน) ที่เรียกว่า Homozygous จะพบโรคนี้ได้ประมาณ 1 คนใน 1 ล้านคน แต่ถ้าความผิดปกติเกิดบนโครโมโซมเพียงแท่งเดียว (Heterozygous) จะพบโรคนี้ได้ประมาณ 1 คนใน 500 คน
2. เกิดจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอกร่วมกับมีพันธุกรรมบาง อย่างที่เสี่ยงต่อการมีไขมันในเลือดสูง เรียกภาวะนี้ว่า Polygenic hypercholeste rolemia สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด พันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุนี้อาจมีหลายตัว บนหลายโครโมโซม ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบชนิดพันธุกรรมที่ชัดเจน ซึ่งปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การกินอาหารที่มีไขมันเป็นสัดส่วนมากเกินไป การกินอาหารที่ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวสูง (มักเป็นไขมันจากสัตว์) มีไขมันชนิดคอ เลสเทอรอลสูง (มักเป็นไขมันจากสัตว์) กินอาหารที่มีใยอาหาร (ผัก ผลไม้) น้อย การมีน้ำหนักตัวเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย การใช้เครื่องอำนวยความสะดวกมากเกินไป ซึ่งทั้งหมดเป็นวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของคนในเมือง
3. เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโปรตีนที่ประกอบกับไขมันชื่อ Apo B-100 เรียกภาวะนี้ว่า Familial defective apo B-100 (FDB) พบเป็นสาเหตุได้น้อยมาก ยกเว้นในคนเชื้อชาติเยอรมันที่พบได้สูงถึง 1 คนใน 1,000 คน
4. เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวรับไข มันชนิด LDL (LDL receptor) เฉพาะที่อยู่บนตับ เรียกว่า Autosomal recessive hypercholesterolemia (ARH) พบเป็นสาเหตุได้น้อยมาก ยกเว้นในคนเชื้อชาติอิตาลีที่พบได้บ่อย
5. เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมไขมันที่ลำไส้เล็กส่วนต้น เรียกภาวะนี้ว่า Sitosterolemia พบภาวะนี้ได้น้อยมากเช่นกัน
2. สาเหตุที่ทำให้มีทั้งระดับไตรกลีเซอไรด์ และระดับคอเลสเตอรอลสูงกว่าปกติ
     1. เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ที่สลายกลุ่มไขมัน Chylomicron และ VLDL ซึ่งได้แก่ Lipoprotein lipase และ Apo-C-II เรียกภาวะนี้ว่า กลุ่มอาการ Familial chylomicronemia syndrome พบได้ประมาณ 1 คนใน 1 ล้านคน ผู้ป่วยจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์ขึ้นสูงมากกว่า 1,000 mg/dl (มิลิกรัม/เดซิลิตร) ส่วนระดับคอเรสเทอรอลสูงปานกลาง
     2. เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโปรตีนที่ประกอบกับไขมันชื่อ Apo-E เรียกภาวะนี้ว่า Familial dysbetalipoproteinemia (FDBL) ผู้ป่วยจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเทอรอลขึ้นสูง
     3. ไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่ชัดเจน แต่มีหลักฐานว่าเกี่ยว ข้องกับพันธุกรรม เรียกภาวะนี้ว่า Familial hypertriglyceridemia (FHTG) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยพบได้ประมาณ 1 คนใน 500 คน ผู้ป่วยจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ในช่วง 250-1,000 mg/dl ส่วนระดับคอเลสเทอรอลขึ้นสูงเล็กน้อยไม่เกิน 250 mg/dl
     4. ไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่ชัดเจน แต่มีหลักฐานว่าเกี่ยว ข้องกับพันธุกรรม เรียกภาวะนี้ว่า Familial combined hyperlipidemia (FCHL) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยพบได้ประมาณ 1 คนใน 200 คน ผู้ป่วยจะมีระ ดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ในช่วง 200-800 mg/dl มีระดับคลอเลสเตอรอลอยู่ในช่วง 200-400 mg/dl การแยกสาเหตุจากภาวะ Familial hypertriglyceridemia ข้าง ต้น ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะลงไป อนึ่ง สาเหตุที่เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมยังมีอีกหลายภาวะ นอก เหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่พบได้น้อยมากมาก จึงไม่ขอกล่าวถึง รวมทั้งยังมีโรคไขมันต่ำที่เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมอีกหลายโรคด้วย
2. สาเหตุจากการเป็นโรคอื่นๆ แล้วทำให้ระบบเมตาบอลิซึมของไขมันผิดปกติ ได้แก่
     1. โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิด 1 (ชนิดที่เป็นตั้ง แต่อายุน้อยๆ) จะไม่เป็นโรคไขมันสูงถ้าคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี แต่ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิด 2 (ชนิดที่ดื้อต่ออินซูลิน)จะมีระดับไขมันสูง แม้จะคุมน้ำตาลได้ดีก็ตาม เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานชนิด 2 นี้ จะมีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (ฮอร์โมนควบคุมน้ำตาลในร่าง กาย) และมีระดับอินซูลินขึ้นสูง ซึ่งอินซูลินจะทำให้เอนไซม์ย่อยสลายไขมันที่ชื่อ Lipoprotein lipase ทำงานลดลง จึงทำให้ไขมันกลุ่ม Chylomicron และ VLDL เพิ่มขึ้น และอินซูลินยังทำให้เนื้อเยื่อต่างๆปลดปล่อยไขมันออกมามากขึ้น ทำให้เซลล์ตับผลิตไขมันและปลดปล่อยกลุ่มไขมัน VLDL มากขึ้น ผู้ป่วยจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์ขึ้นสูงปานกลาง ซึ่งถ้ามีระดับขึ้นสูงมาก หรือมีระดับคอเลสเทอรอลขึ้นสูงด้วย แสดงว่าอาจมีความผิดปกติของพันธุกรรมอื่นๆข้างต้นร่วมอยู่ด้วย
     2. โรคอ้วน โรคอ้วนจะทำให้เซลล์ไขมันมีปริมาณมากขึ้น และปลดปล่อยกรดไขมันออกมามากเช่นกัน กรดไขมันเหล่านี้ก็จะถูกส่งไปที่ตับ เซลล์ตับก็จะผลิต VLDL ออกมามากขึ้น นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคอ้วนจะเกิดภาวะดื้อต่ออินซู ลินและมีระดับอินซูลินขึ้นสูง ซึ่งทำให้มีผลคล้ายกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งการลดน้ำหนักจะช่วยลดระดับไขมันดังกล่าวได้
     3. ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ จะมีระดับไขมัน LDL ในเลือดขึ้นสูง ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูง) จะมีระดับไขมัน LDL ต่ำ
     4. โรคตับ โรคตับอักเสบไม่ว่าจะเกิดจากยา แอลกอฮอล์ หรือการติดเชื้อ จะทำให้ตับผลิตไขมัน และปลดปล่อยกลุ่มไขมัน VLDL มากขึ้น ผู้ป่วยจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์ขึ้นสูงเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ถ้าเกิดตับอักเสบรุนแรงหรือมีตับวาย จะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเทอรอลลดลง เพราะเซลล์ตับผลิตไขมันไม่ได้ ผู้ป่วยที่มีภาวะตา ตัว เหลือง (โรคดีซ่าน) จากน้ำดีคั่ง จะมีระดับคอเลสเทอรอลสูง เนื่องจากปกติคอเลสเทอรอลจะหลั่งลงสู่น้ำดีในรูปของกรดน้ำ ดี เมื่อเกิดการคั่งของน้ำดี คอเลสเทอรอลจึงถูกดูดกลับเข้าสู่กระแสเลือด
     5. โรคไต ผู้ป่วยโรคไตชนิดที่เรียกว่า Nephrotic syndrome จะมีทั้งระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเทอรอลขึ้นสูง หรืออาจมีเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นสูงก็ได้ ส่วนผู้ป่วยที่เป็นไตวายจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์ขึ้นสูงเล็กน้อย
     6. โรคที่มีฮอร์โมนชื่อ Glucocorticoid สูง เรียกว่าโรค Cushing’s หรือ Cushing syndrome ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำให้ VLDL ถูกผลิตมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมีระ ดับไตรกลีเซอไรด์ขึ้นสูง

โรคไขมันในเลือดสูงมีอาการอย่างไร?
อาการจากโรคไขมันในเลือดสูง ได้แก่
1. ผู้ป่วยภาวะ Familial cholesterolemia (FM) ที่มีความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกิดบนโครโมโซมทั้ง 2 แท่ง (Homozygous FM) จะมีระดับ คอ เลสเทอรอลสูงมากกว่า 500 mg/dl ขึ้นไป ตั้งแต่แรกเกิด และตรวจพบก้อนไขมันที่เกิดจากคอเลสเทอรอลสะสม ขนาดเล็กๆ สีเหลือง อยู่ตามผิวหนังและเส้นเอ็น (เรียกว่า Xanthoma) โดยมักพบที่เส้นเอ็นที่ข้อเท้า เส้นเอ็นข้อนิ้วมือ ตามข้อศอก ข้อเข่า และบริเวณก้น บริเวณเปลือกตาก็อาจมีไขมันไปสะสมเช่นกัน ซึ่งจะเห็นเป็นแผ่นสีเหลืองๆ เรียกว่า Xanthelasma และเกิดหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัว (Atherosclerosis) ตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และเกิดอาการของหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ไม่ได้กินยารักษา ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตก่อนอายุ 20 ปี
ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของพันธุกรรมที่เกิดบนโครโมโซมเพียงแท่งเดียว (Heterozygous FM) จะมีระดับคอเลสเทอรอลประมาณ 200-400 mg/ dl ตั้งแต่แรกเกิด แต่จะตรวจพบก้อนไขมันและมีอาการของหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัวใจ) เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ไปแล้ว โดยประมาณ 50% ของผู้ป่วย Hete rozygous FM จะมีโรคหัวใจขาดเลือดก่อนอายุ 60 ปี พ่อหรือแม่ของผู้ป่วย และประมาณครึ่งหนึ่งของพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็น Heterozygous FM จะเป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน
2. ผู้ป่วยที่เป็น Familial defective apoB-100 (FDB) จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วย Heterozygous FM
3. ผู้ป่วยที่มีภาะ Autosomal recessive hypercholesterolemia (ARH) จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วย Homozygous FM หรือ Heterozygous FM
4. ผู้ป่วยที่เป็น Sitosterolemia จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วย FM ร่วมกับมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเป็นครั้งคราว (มีภาวะซีดและม้ามโตร่วมด้วย)
5. ผู้ป่วยที่เป็น Polygenic hypercholesterolemia จะมีระดับคอ เลสเทอรอลสูงเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ไม่สูงเท่าผู้ป่วยกลุ่มข้างต้น และจะไม่พบก้อนไขมันขนาดเล็กๆ การซักประวัติคนในครอบครัวจะช่วยแยกโรคจากผู้ป่วยที่เป็น FM และ FDB ได้ ดังที่กล่าวตามข้างต้น ประมาณครึ่งหนึ่งของคนในครอบครัวของผู้ป่วย FM และ FDB จะเป็นโรคนี้ด้วย แต่สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะมีจำนวนคนในครอบครัวที่มีระดับไขมันสูงด้วยน้อยกว่า 10%
6. ผู้ป่วยที่เป็น Familial chylomicronemia syndrome จะวัดระ ดับไตรกลีเซอไรด์ได้มากกว่า 1,000 mg/dl ตั้งแต่วัยเด็ก ระดับ คอเลสเทอรอลสูงปานกลาง น้ำเลือด (Serum) ของผู้ป่วยเหล่านี้จะมีสีออกขาวขุ่น และถ้าตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสประมาณ 2-3 ชั่วโมง จะเห็นชั้นที่แยกตัวเป็นครีมไขมันสีขาวชัดเจน การที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมากเช่นนี้ จะทำให้มีตับอักเสบเกิด ขึ้นได้บ่อยๆ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องเป็นๆ หายๆ จากตับอักเสบตั้งแต่วัยเด็ก ไม่พบก้อนไขมันชนิดที่เรียกว่า Xanthoma แต่จะพบตุ่มนูนเล็กๆของไขมัน สีขาวๆเหลืองๆ ซึ่งเรียกว่า Eruptive xanthoma แทน ซึ่งจะพบบริเวณแผ่นหลัง บริเวณก้น แขน และขา ตุ่มนูนชนิดนี้ อาจมีอาการคันได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีตับ ม้าม โต ซึ่งเกิดจากการที่กลุ่มไขมันชนิด Chylomicron เข้าไปสะสมอยู่ที่ตับและม้าม ผู้ป่วยโรคนี้ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดตั้งแต่อายุยังน้อย
7. ผู้ป่วยที่เป็น Familial dysbetalipoproteinemia (FDBL) จะปรากฏก้อนไขมัน Xanthoma เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เส้นลายมือจะมีสีออกเหลืองส้ม เนื่องจากมีไขมันไปสะสม ผู้ป่วยจะมีระดับคอเลสเทอรอลสูง แต่ถ้าวัดระดับของกลุ่มไขมัน LDLHDL จะต่ำกว่าปกติ ระดับกลุ่มไขมัน จะปกติ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดตั้งแต่อายุยังน้อย
8. ผู้ป่วยที่เป็น Familial hypertriglyceridemia (FHTL) ผู้ป่วยจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ในช่วง 250-1,000 mg/dl ระดับคอเลสเทอรอลขึ้นสูงไม่เกิน 250 mg/dl ระดับกลุ่มไขมัน HDL ต่ำกว่าปกติเล็กน้อย และระดับกลุ่มไขมัน LDL ที่ค่อนข้างปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีก้อนไขมัน Eruptive xanthoma และ Xanthoma ปรากฏให้เห็น ผู้ป่วยโรคนี้ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
9. ผู้ป่วยที่เป็น Familial combined hyperlidemia (FCHL) จะมีระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ในช่วง 200-800 mg/dl ระดับคอเลสเทอรอลอยู่ในช่วง 200-400 mg/dl ระดับกลุ่มไขมัน HDL ต่ำกว่าปกติ และระดับกลุ่มไขมัน LDL หรือ VLDL สูงกว่าปกติ ผู้ป่วยจะไม่มีก้อนไขมัน Eruptive xanthoma และ xanthoma ปรากฏให้เห็น ประมาณ 20% ของผู้ป่วยโรคนี้จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดที่อายุน้อยกว่า 60 ปี
แพทย์วินิจฉัยโรคไขมันในเลือดสูงได้อย่างไร?
     ตามแนวทางของผู้เชี่ยวชาญของกลุ่ม Adult Treatment Panel (ATP) และ National Cholesterol Education Program (NCEP) แห่งประเทศสหรัฐ อเมริกาได้แนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรเจาะเลือดตรวจหาระดับไขมันในเลือด คือ คอเลสเทอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ไขมัน LDLHDL และไขมัน โดยเจาะเมื่องดอาหารเป็นเวลาอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
     หลังจากได้ค่าไขมันชนิดต่างๆ แล้วพบว่ามีความผิดปกติ อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากมีโรคอื่นๆที่ทำให้ระดับไขมันผิดปกติอยู่หรือไม่ เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ เป็นต้น เมื่อไม่พบสาเหตุของโรคอื่นๆที่ทำให้ระดับไขมันผิดปกติดังกล่าวแล้ว จะ ต้องแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามชนิดของไขมันที่วัดได้ผิดปกติ และพยายามหาสาเหตุตาม ที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย เช่น การดูก้อนไขมัน การซักประวัติของโรคไขมันสูงในครอบครัว ซึ่งอาจต้องนำพ่อ แม่ พี่ น้องมาเจาะเลือดตรวจร่วมด้วย และการตรวจทางห้องปฏิบัติเฉพาะกรณีเพิ่มเติม ทั้งนี้ เนื่องจากสาเหตุของแต่ละโรคที่ทำให้มีระดับไขมันในเลือดสูงนั้น จะทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดไม่เหมือนกัน รวมทั้งการเลือกรูป แบบการรักษา และชนิดของยาที่จะตอบสนองก็ต่างกัน

โรคไขมันในเลือดสูงมีผลข้างเคียงอย่างไร?
     ภาวะที่มีระดับกลุ่มไขมัน LDL สูง ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ทำให้เกิด โรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์/อัมพาตจาก โรคหลอดเลือดสมอง จากการที่ไขมันไปทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัว ซึ่งเรียกว่า Atherosclerosis ความเสี่ยงเหล่านั้นได้แก่
1. ผู้ชายที่อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป
2. มีประวัติพ่อหรือพี่น้องผู้ชายเป็นโรคหัวใจขาดเลือดที่อายุน้อยกว่า 55 ปี หรือมีแม่หรือญาติผู้หญิงเป็นโรคหัวใจขาดเลือดที่อายุน้อยกว่า 65 ปี
3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง มีความดันโลหิต ? 140/90 มิลลิเมตร-ปรอท
4. สูบบุหรี่
5. มีไขมัน HDL ต่ำกว่า 40 mg/dl แต่ถ้า HDL ? 60 mg/dl ให้ลบความเสี่ยงข้าง ต้น (ถ้ามี) ออก 1 ข้อ เพราะกลุ่มไขมัน HDL ถือว่าเป็นกลุ่มไขมันที่ดี ที่ช่วยยับยั้งการเกิดหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัว      ดังนั้นการที่จะบอกว่าบุคคลใด มีระดับไขมันในเลือดสูงที่จะต้องรักษา ก็ต้องดูว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงใดบ้าง ถ้าไม่มีความเสี่ยงเลย หรือมีความเสี่ยงเพียง 1 ข้อ ค่าระดับกลุ่มไขมัน LDL ที่มากกว่า 160 mg/dl ถือว่ามีไขมันในเลือดสูง แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ค่าระดับกลุ่มไขมัน LDL ที่มากกว่า 130 mg/dl จะถือว่ามีไขมันในเลือดสูง แต่ถ้าเป็นโรคเบาหวาน หรือเคยเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ค่าระดับกลุ่มไขมัน LDL ที่มากกว่า 100 mg/dl ก็ถือว่าสูงแล้ว
สำหรับค่าไขมันไตรกลีเซอไรด์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ชัดเจนต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

รักษาโรคไขมันในเลือดสูงอย่างไร?
การรักษาโรคไขมันในเลือดสูง ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดกี่ความเสี่ยง
• ถ้าไม่มีความเสี่ยงเลย หรือมีความเสี่ยงเพียง 1 ข้อ ค่า LDL ? 160 mg/dl ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้ายัง ?160 ให้ใช้ยารักษาควบคู่ไปด้วย แต่ถ้าค่า LDL ? 190 ก็ให้เริ่มใช้ยาไปเลยควบ คู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา
• ถ้ามีความเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ค่า LDL ?130 ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยาลดไขมันในเลือด 3 เดือน แล้วตรวจซ้ำ ถ้ายัง ? 130 ให้ใช้การรักษาโดยใช้ยาควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา
• ถ้าเป็นโรคเบาหวาน หรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดมาแล้ว ค่า LDL ?100 ให้ใช้การรักษาโดยไม่ใช้ยา ถ้า LDL ? 130 ให้ใช้ยาควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยา
• สำหรับค่าไขมันไตรกลีเซอไรด์ ถ้า ? 150 mg/dl ร่วมกับมีไขมัน HDL

วิธีการรักษาโรคไขมันในเลือดสูง
1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา
• การควบคุมอาหาร ผู้ป่วยที่มีระดับกลุ่มไขมัน LDL สูง จะต้องลดอาหารที่มีคอเลสเทอรอลให้น้อยกว่า 300 mg ต่อวันอาหารที่มีคอเลสเทอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ต่างๆ เนื้อสัตว์ติดมัน กุ้ง หอย ปลาหมึก ไข่ปลา เป็นต้น และต้องลดอาหารประเภทไขมันให้น้อยกว่า 30% ของปริมาณแคลอรีที่ร่างกายได้รับต่อวัน (โดยเฉลี่ยคือ 1,500-2,000 กิโลแคลอรี/วัน) โดยต้องเป็นอาหารที่กรดไข มันอิ่มตัว (มักเป็นไขมันจากสัตว์) ไม่เกิน 10% อาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง พบมากในอาหารผัด ทอด ที่ใช้น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม เนย หรืออาหารที่ใช้กะทิ เป็นต้น
• ผู้ป่วยที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงต้องลดอาหารประเภทแป้งขัดสี เช่น ขนมปังชนิดต่างๆ รวมถึงปาท่องโก๋ โดนัท เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสปาเกตตี มักกะโรนี บะ หมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น และอาหารที่มีน้ำตาลสูง สำหรับผู้ป่วยโรค Familial chylo micronemia syndrome จะต้องลดอาหารประเภทไขมันให้เหลือน้อยที่สุด คือ น้อยกว่า 15 กรัมต่อวัน และใช้การกินวิตามินเสริมเพื่อป้องการการขาดวิตามิน
• การออกกำลังกาย จะช่วยลดระดับไขมันชนิดต่างๆได้ และช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDLโรคหลอดเลือดหัวใจ/โรคหัวใจขาดเลือดได้ แม้มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วมอยู่ด้วยก็ตาม แต่ที่สำคัญ คือการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็น
• การลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกิน ต้องลดน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง และช่วยเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน HDL ได้
การใช้ยารักษา ซึ่งมียาอยู่หลายกลุ่ม ได้แก่
• ยากลุ่ม HMG-CoA reductase inhibitor ซึ่งจะไปลดการผลิตไขมันจากตับ ทำให้ลดระดับคอเลสเทอรอล ไตรกลีเซอไรด์และกลุ่มไขมัน LDL ลงได้ ที่รู้จักกันดีชื่อ Simvastatin
• ยากลุ่มช่วยลดการดูดซึมคอเลสเทอรอลจากลำไส้ (Cholesterol ab sorption inhibitor และ bile acid sequestrants)
• ยาที่เป็นวิตามิน บีรวม ชื่อ Niacin ซึ่งจะช่วยลดระดับ ไขมันไตรกลีเซอไรด์ ไขมัน LDL และช่วยเพิ่มระดับไขมัน HDL ได้
• ยากลุ่ม Fibrates เป็นยากลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดระดับไข มันไตรกลีเซอไรด์ แต่อาจเพิ่มระดับกลุ่มไขมัน LDL ได้
• น้ำมันปลา สามารถช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้
อนึ่ง ไม่ควรซื้อยาลดไขมันกินเอง ควรกินยาตามแพทย์แนะนำเท่า นั้น เพราะการใช้ยาจะได้ผลสูงสุดต้องขึ้นกับขนาดของยาด้วย นอกจากนั้น ยังอาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้องเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีไขมันในเลือดสูง? ควรพบแพทย์เมื่อไร?
การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อมีไขมันในเลือดสูง ได้แก่
• จำกัดอาหารไขมันให้น้อยที่สุด หรือดังกล่าวแล้ว หลีกเลี่ยงอาหารทอด และใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันจากสัตว์
• จำกัดอาหารแป้ง และน้ำตาลเพื่อลดโอกาสเกิดโรคเบาหวาน
• กินอาหารจืด เพื่อลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมักพบเกิดร่วมกับโรคไขมันในเลือดสูง
• เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่เพิ่มการจับตัวของไข มันในหลอดเลือด เพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดแข็ง
• ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพ
• กินยาลดไขมันตามแพทย์แนะนำ อย่าขาดยา
• พบแพทย์ตามนัดเสมอ

ป้องกันโรคไขมันในเลือดสูงได้อย่างไร?
     การป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง มีวิธีการเช่นเดียวกับในการดูแลตนเองเมื่อมีไขมันในเลือดสูง นอกจากนั้น คือ ในการตรวจสุขภาพประจำปี ควรตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณไขมันในเลือดด้วย เพื่อการรักษาควบคุมโรคแต่เนิ่นๆ ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง ซึ่งจะนำไปสู่โรคที่รุนแรง ซึ่งที่ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี ต่อจากนั้น ความถี่ของการตรวจขึ้นกับแพทย์แนะนำ

บรรณานุกรม
1. Disorders of lipoprotein metabolism, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
2. www.nhlbi.nih.gov/guidelines /cholesterol/atp3full.pdf [2011, Oct 18].

>กลับขึ้นไปข้างบน
โรคสมองขาดเลือดไปเลี้ยง

     สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญรองลงมาจากหัวใจ ทุกคนก็ต้องการที่จะมีสมองที่ดี สติปัญญาที่ฉลาด ความแม่นยำ และที่สำคัญก็คือ อยู่กับเราไปตลอดจนแก่เฒ่า

     สมองคนเรานั้นต้องมีเลือดไปเลี้ยง 50 ซีซี/กรัม/นาที เมื่อไหร่ที่เลือดไปเลี้ยงสมอง ลดต่ำกว่าปกติ เราจะเกิดอาการที่เรียกว่า "โรคสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว" (TIA) หรือ (Transient Ischemic Attack) เป็นอาการเตือนทางสมองที่บอกว่าเส้นเลือดที่เลี้ยงสมอง ของเรามีเลือดไปเลี้ยงไม่พอแล้วนะ ถึงจุดนี้เป็นหน้าที่่ที่เราต้องรีบมารับการตรวจรักษาแต่ถ้าละเลย คิดว่าเดี๋ยวก็หายไปเองโอกาศที่จะเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตไปตลอดจะสูงมาก ดังรูป


จะทราบได้อย่างไรว่ามีอาการของโรคสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว

อาการเตือน


1. มีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือชาที่หน้า แขน ขา ข้างเดียวกันอย่างทันทีทันใดเป็นๆ หายๆ
2. พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ตะกุกตะกัก หรือฟังคนอื่นพูดไม่รู้เรื่อง
3. มีอาการตาพร่ามัวข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างอย่างกระทันหัน หรือเห็นภาพซ้อน
4. มึนงง เวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือเดินเซ

สาเหตุ
     การเกิดอาการอุดตันของเส้นเลือดในสมองดังรูป



ปัจจัยเสี่ยง
1. ความดันโลหิตสูง
2. โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
3. สูบบุหรี่
4. โรคหัวใจ
5. สูงอายุ

การวินิจฉัยและการรักษา
     เมื่อท่านพบอาการเตือนแล้วรีบมาพบแพทย์ การทำคอมพิวเตอร์สมอง ถ้าทำในช่วงนี้จะปกติ ซึ่งแสดงว่ายังไม่ได้มีการทำลายของเนื้อสมอง การให้ยาบางอย่างหรีอสารซึ่งจะทำให้ เกร็ดเลือดไม่จับตัวกันและทำให้เกิดการอุดตันที่มีอยู่ชั่วขณะนั้นสลายไปได้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
     สมองของคนเราเมื่อไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยงเป็นเวลานานๆ เซลล์สมองบริเวณนั้นจะตายไป ถ้าเป็นบริเวณที่มาเลี้ยงแขนขาก็จะทำให้เรายกแขนขาไม่ได้ ถ้าเป็นบริเวณที่ควบคุมเกี่ยวกับการพูดก็จะทำให้สื่อสารกับผู้อื่นไม่รู้เรื่อง

อันตรายจากเส้นเลือดสมองอุดตัน
1. สมองบวมทำให้ซึมลง
2. ก้านสมองถูกกดทำให้หมดสติ

เราจะป้องกันอย่างไร
1. งดบุหรี่
2. ควบคุมอาหารที่มีไขมัน
3. รักษาความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5. มารับการตรวจรักษาเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง

อ้างอิง โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่

>กลับขึ้นไปข้างบน
ความดันโลหิตสูง



ความดันโลหิตสูง คืออะไร?

     ความดันโลหิตสูง คือแรงดันในการส่งเลือดในหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในการวัดความดันจะมีค่า 2 ค่า คือ ค่าความดันตัวบน เป็นค่าแรงดันเลือด ขณะหัวใจบีบตัว และค่าความดันตัวล่างเป็นค่าแรงดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว ค่าปกติความดันตัวบนจะสูงกว่าความดันตัวล่าง หน่วยที่ใช้วัดเป็นมิลลิเมตรปรอท

ความดันโลหิตสูง หมายถึงอะไร?

     ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่มีการเพิ่มแรงดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติ ค่าความดันโลหิตสูงคือค่าความดันที่มากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยควรวัดในขณะพัก ถ้าตรวจพบว่าความดันมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท อยู่เสมอถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ความดันโลหิตสูง กับโรคหัวใจและหลอดเลือด

     ความดันโลหิตสูง ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดโรคทางหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์, อัมพาต) โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายเฉียบพลันได้ บางคนมีความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีอาการแสดงให้เห็น การตรวจสุขภาพเป็นประจำนั้น จะสามารถพบภาวะความดันโลหิตสูงที่ซ่อนเร้นอยู่ได้



คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

1. ต้องรู้ระดับความดันโลหิตของท่านเอง ทั้งตัวบนและตัวล่าง โดยตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ

2. ความคุมน้ำหนักของท่านให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

3. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ไม่เติมเกลือ น้ำปลา ซีอิ้ว ในอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่ใส่ผงชูรสมากๆ

4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันจากสัตว์ ไม่สูบบุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น

5. จำกัดการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เหลือ 1-2 แก้ว/วัน

6. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดยา ไม่ซื้อยารับประทานเอง โดยไม่ตรวจวัดความดันโลหิต หรือไม่ได้พบแพทย์ หากมีปัญหาเกี่ยวกับยาที่ใช้ โปรดปรึกษาแพทย์

7. พบแพทย์ตามนัด แม้ยายังไม่หมดก็ตาม เพื่อติดตามผลการรักษาและเฝ้าระวัง ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยา

8. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์แนะนำ

9. แนะนำให้บิดา มารดา ญาติพี่น้องของท่านไปตรวจวัดความดันโลหิต เนื่องจากความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใดๆ จะทราบเมื่อตรวจวัดความดันโลหิตเท่านั้น

อ้างอิง โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่

>กลับขึ้นไปข้างบน
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด



     โรคหัวใจชนิดหนึ่งที่คนไทยเป็นกันมากคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ทำให้เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดคืออะไร

     เป็นภาวะที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบตันจากคราบไขมันที่เกาะผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอเพียง

อาการ

   - จุกแน่น เสียดบริเวณทรวงอก เป็นมากเวลาออกแรง หรืออารมณ์เครียด

   - อาการจุกแน่นอาจแผ่กระจายไปแขน, ลำคอ, ขากรรไกร, กราม

   - ถ้าเป็นมากอาจมีเหงื่อออก, ใจสั่นเป็นลม, จนกระทั่งเสียชีวิตแบบกระทันหันได้

ปัจจัยเสี่ยง หรือ ตัวเร่งการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

   - โรคความดันโลหิตสูง
   - โรคเบาหวาน
   - โรคไขมันในเลือดสูง
   - การสูบบุหรี่
   - โรคอ้วน
   - ความเครียด
   - ขาดการออกกำลังการสม่ำเสมอ
   - ผู้ชายที่อายุมากกว่า 45 ปี หรือผู้หญิงที่อายุมากกว่า 55 ปี
   - พันธุกรรม

การวินิจฉัย

     ต้องมาพบแพทย์โรคหัวใจเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือแพทย์ที่เกี่ยวกับโรคหัวใจโดยเฉพาะ เช่น

1. เครื่องตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า
    Electrocardiogram (EKG)

2. เครื่องทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย
    Exercise Stress Test (EST)

3. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
    Echocadiogram (ECHO)

4. เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่พกติดตัวไว้
    Holter monitoring

5. การฉีดสีเพื่อตรวจหลอดเลือดหัวใจ
    Coronary angiogram




การรักษา

1. ปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ
   - งดบุหรี่
   - งดรับประทานอาหารเค็มและอาหารที่มีไขมันสูง
   - ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
   - ลดความเครียด
   - พักผ่อนและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

2. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และรับการตรวจตามที่แพทย์นัด เพื่อปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาตามความเหมาะสม

3. การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน และการใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด ทำให้กรณีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันที่รักษาด้วยยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปฎิบัติตัวแล้วยังคงมีอาการแน่นหน้าอก

4. การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ คือการตัดต่อหลอดเลือดใหม่เข้าไปในหัวใจ เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น จะทำในกรณีที่รักษา 3 อย่างแรกแล้วอาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้นหรือกรณีที่ลักษณะของหลอดเลือดหัวใจที่ตีบไม่สามารถขยายด้วยบอลลูนได้

อ้างอิง โรงพยาบาลกรุงเทพ หาดใหญ่

>กลับขึ้นไปข้างบน